ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) เปิดประตูสู่บทใหม่ของการสัมผัสประสบการณ์ศิลปะร่วมสมัย ด้วยนิทรรศการ “Giving Life ชีวิต ชีวา” นิทรรศการครั้งที่สองนับตั้งแต่เปิดดำเนินการในเดือนธันวาคม 2568 รวบรวมผลงานกว่า 160 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทยและนานาชาติ มานำเสนอผ่านมุมมองที่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงความหมายของ “ชีวิต” ในงานศิลปะ ทั้งในแง่วัสดุ แนวคิด และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกนำมาสร้างสรรค์จนทำให้ผลงานแต่ละชิ้นเคลื่อนไหว ตอบสนอง และเปลี่ยนแปลง เป็นงานศิลป์ที่ไม่ใช่เพียงวัตถุหยุดนิ่ง แต่สามารถมีชีวิตและสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ชมได้อย่างแท้จริง
นิทรรศการ “Giving Life ชีวิต ชีวา” มีผลงานชิ้นสำคัญของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (Alexander Calder) ศิลปินผู้บุกเบิกแนวคิดเรื่องการเคลื่อนไหวในงานประติมากรรมเป็นแกนหลัก เชื่อมโยงเข้ากับผลงานของศิลปินไทยและนานาชาติหลากหลายรุ่น อาทิ Paul Chan, Izumi Kato, Caitlin Keogh, Tuan Andrew Nguyen, Tobias Rehberger, Yukinori Yanagi, Rachel Youn, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, สุธี คุณาวิชยานนท์, สุรสีห์ กุศลวงศ์, วสันต์ สิทธิเขตต์ และอีกมากมาย ที่จะร่วมเปิดบทสนทนา สะท้อนพลังแห่งการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และชีวิตที่อยู่ในงานศิลปะ ให้ทุกคนได้สัมผัส ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2570

เปิดเรื่องราว อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ กับประเทศไทย ผ่านหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ คือการหยิบยกเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ กับประเทศไทย ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างกลับมาเล่าใหม่ โดยย้อนไปในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ช่วงเดือนท้าย ๆ ของสงครามเวียดนาม ผลงาน Circus ของคาลเดอร์ถูกนำมาจัดแสดงที่ หอศิลป พีระศรี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผลงานของเขาได้มาปรากฏในประเทศไทย ขณะเดียวกันช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการศิลปะไทย เมื่อศิลปินไทยในยุคนั้นเดินทางกลับจากต่างประเทศ และเริ่มขยายขอบเขตของศิลปะไปสู่แนวทางใหม่ ๆ ทั้งศิลปะนามธรรม ศิลปะจัดวาง ศิลปะการแสดง และศิลปะที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม
“Giving Life ชีวิต ชีวา” จึงนำช่วงเวลานั้นกลับมาทบทวนอีกครั้ง ผ่านวัสดุและเอกสารจากจดหมายเหตุมากกว่า 60 รายการ เพื่อหวนกลับไปมองการปรากฏตัวของคาลเดอร์ในประเทศไทย ในฐานะจุดตั้งต้นของการสำรวจพัฒนาการของแนวคิดและการทดลองทางศิลปะที่เดินทางผ่านหลากหลายรุ่น โดยตั้งใจจัดขึ้นในปีที่ครบรอบ 50 ปีการจากไปของคาลเดอร์ และนำเรื่องราวดังกล่าวมาพิจารณาในบริบทที่กว้างขึ้นของประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ
ก้าวสำคัญของ ดิบ บางกอก ในการขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยไทย เชื่อมโยงสู่เวทีโลก
สำหรับ ดิบ บางกอก นิทรรศการ “Giving Life ชีวิต ชีวา” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาบทบาทของพิพิธภัณฑ์สู่การเป็นสถาบันทางศิลปะและวัฒนธรรมที่มีชีวิตของกรุงเทพฯ โดยต่อยอดจากนิทรรศการแรก “(In)visible Presence” ที่สะท้อนรากฐานและที่มาของ ดิบ บางกอก สู่การเดินหน้าสานต่อพันธกิจในระยะยาวในการเชื่อมโยงมุมมองและเรื่องราวจากประเทศไทยเข้ากับแวดวงศิลปะร่วมสมัยระดับโลก พร้อมเปิดพื้นที่เพื่อสร้างและขยายฐานผู้ชมและผู้สนับสนุนงานศิลปะ ส่งเสริมศักยภาพของคนทำงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ และร่วมเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อให้ศิลปะสามารถเติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง
คุณภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งและประธาน ดิบ บางกอก กล่าวว่า “Giving Life สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราอยากให้ดิบค่อย ๆ เติบโตและเป็นไปในระยะยาว นั่นคือการเป็นสถาบันที่มีชีวิต ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคอลเลกชันศิลปะของเราเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากพลังของศิลปิน ผู้ชม และเมืองที่อยู่รายล้อมเรา ความตั้งใจของเราจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจัดนิทรรศการ แต่ต้องการสร้างและขยายฐานผู้สนับสนุนงานศิลปะ ส่งเสริมศักยภาพของคนทำงานสร้างสรรค์ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศที่ทำให้ศิลปะสามารถเติบโตในประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันก็สร้างสะพานที่มีความหมายระหว่างกรุงเทพฯ กับโลกที่กว้างขึ้น และท้ายที่สุด เราอยากให้ดิบเป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกว่า นี่คือพื้นที่ของพวกเขา รวมถึงเป็นสถาบันสาธารณะที่ยังคงเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับชุมชนและสังคมของเรา”
นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2568 ดิบ บางกอก ได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยล่าสุดได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน TIME’s World’s Greatest Places 2026 ขณะที่นิตยสาร Monocle กล่าวถึงในฐานะแลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรม พร้อมนิยามว่าเป็น “Thailand’s answer to New York’s MoMA” สะท้อนภาพของ ดิบ บางกอก ในฐานะพื้นที่ที่ต้องการเชื่อมโยงมุมมองจากประเทศไทยเข้ากับบทสนทนาของศิลปะร่วมสมัยระดับโลกได้อย่างชัดเจน
สัมผัสประสบการณ์ทางศิลปะที่เคลื่อนไหว ตอบสนอง และมีชีวิตไปพร้อมกับผู้ชม
ความน่าสนใจของนิทรรศการนี้ อยู่ที่การพาผู้ชมออกจากกรอบความคิดที่มองงานศิลปะเป็นเพียงวัตถุที่หยุดนิ่งและตั้งไว้ให้ชม สู่การสัมผัสผลงานที่สามารถเคลื่อนไหว ตอบสนอง รวมถึงเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทและประสบการณ์ของผู้ชม ตั้งแต่ผลงาน Breather ของ Paul Chan ที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง, ประติมากรรมจากเครื่องจักรที่นำกลับมาใช้ใหม่ของ Rachel Youn, ภาพวาดแบบตั้งพื้นของ Izumi Kato ที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ราวกับสิ่งมีชีวิต, ผลงานชุด Procession ของ Caitlin Keogh ที่สำรวจเรื่องการทำซ้ำ รูปทรง และการเคลื่อนไหว ไปจนถึงผลงานของ Tuan Andrew Nguyen ซึ่งนำวัสดุที่เกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานมาสร้างเป็นผลงานที่พูดถึงความขัดแย้ง ความทรงจำ และการฟื้นคืน
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการที่ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงคนดูที่ยืนอยู่ภายนอกผลงาน แต่ยังได้รับเชิญให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชีวิตให้กับงานศิลปะ ผ่านประติมากรรมช้างสีขาวที่กำลังหายใจ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงาน Elephant (Breath Donation) (1998–2001) ของ สุธี คุณาวิชยานนท์ นอกจากนี้ผลงานภาพเคลื่อนไหว เอกสารจากจดหมายเหตุ ศิลปะจัดวางแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ และ การแสดงสด ที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้ล้วนช่วยขยายประสบการณ์ของนิทรรศการให้ก้าวพ้นจากกรอบของวัตถุศิลปะที่หยุดนิ่ง สู่ประสบการณ์ทางศิลปะที่เคลื่อนไหว มีชีวิต และเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ประจำ ดิบ บางกอก ผู้เรียบเรียงแนวคิดและเนื้อหาของนิทรรศการ กล่าวว่า “ศิลปินคือผู้ที่นำชีวิตมาสู่สสาร พวกเขานำสิ่งต่าง ๆ จากโลกใบนี้มาเติมเต็มด้วยแนวคิดที่สามารถดำรงอยู่ได้นานกว่าชีวิตของเรา และส่งอิทธิพลต่อผู้คนข้ามผ่านกาลเวลาและพื้นที่ จะเห็นได้ว่าผลงานใน Giving Life เคลื่อนไหว ตอบสนอง และเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางกายภาพ รวมถึงประวัติศาสตร์ของเรา ทุกชิ้นไม่หยุดนิ่ง และเตือนให้เราระลึกถึงสภาวะที่คงอยู่กับชีวิตมากที่สุด นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลง”
ด้าน ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก กล่าวถึง “Giving Life ชีวิต ชีวา” ในฐานะส่วนหนึ่งของทิศทางด้านศิลปะในภาพรวมของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมองนิทรรศการหลักแต่ละครั้งเป็นบทหนึ่งของเรื่องราวที่ร้อยเรียงและดำเนินต่อเนื่องไปพร้อมกับพัฒนาการของสถาบัน โดยกล่าวว่า “แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้เรามองและทำความเข้าใจศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลุ่มลึกและหลากหลายมิติ ‘Giving Life ชีวิต ชีวา’ สานต่อจาก ‘(In)visible Presence’ ซึ่งย้อนสำรวจจุดกำเนิดของพิพิธภัณฑ์และชุมชนศิลปะที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอม ดิบ บางกอก ให้เป็นอย่างที่เราเห็นในวันนี้ นิทรรศการครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนอีกก้าวของเรื่องราวที่กำลังค่อย ๆ คลี่คลายและดำเนินต่อไป โดยยังคงเปิดพื้นที่ให้เสียงและมุมมองสร้างสรรค์อันหลากหลายได้รับการรับฟังและส่งต่อออกไป”
เปิดตัว CHANEL Gateway Commission ครั้งแรก พร้อม Project 147 (๑๔๗) ผลงานใหม่โดย นวิน หนูทอง
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เปิดตัวพร้อมกับนิทรรศการ “Giving Life ชีวิต ชีวา” คือ CHANEL Gateway Commission at Dib Bangkok โครงการคอมมิชชันประจำปีที่ได้รับการสนับสนุนจาก CHANEL Culture Fund เพื่อเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้สร้างผลงานใหม่ที่มีขนาดและขอบเขตการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ประเดิมโครงการครั้งแรกด้วยผลงาน Project 147 (๑๔๗) โดย นวิน หนูทอง ศิลปินไทยจากกรุงเทพฯ ซึ่งหยิบยืมชื่อจากวรรณกรรมพื้นบ้านไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน ศิลปะจัดวางสื่อผสม ขนาดใหญ่ที่ผสานประติมากรรม ภาพบนหน้าจอ และประสบการณ์ผ่านวิดีโอเกมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟเข้าด้วยกัน พร้อมคอนโซลสำหรับผู้เล่น 6 ตัว ที่จะพาผู้ชมสำรวจเรื่องเทพปกรณัม จักรวาลวิทยา และระบบความรู้ที่หล่อหลอมความรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของผู้คนในภูมิภาค ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกับผลงานศิลปะได้จริง โดย Project 147 (๑๔๗) จัดแสดงให้ชมถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2570
ทั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ วันที่ 26 กันยายน 2569 ดิบ บางกอก เตรียมโปรแกรมพิเศษตลอดทั้งวัน ทั้ง Artist Workshop, Artist Talk, Conversation, Performance และ Live Music จากศิลปินที่ร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ อาทิ Rachel Youn, Bassim Al Shaker, Paul Chan, Izumi Kato และ นวิน หนูทอง รวมถึงมินิคอนเสิร์ตจากวง Three Man Down ที่จะร่วมสร้างสีสันให้วันเปิดนิทรรศการเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ศิลปะและผู้คน ได้มาพบและมีชีวิตไปพร้อมกัน
โดยตลอดระยะเวลาการจัดแสดง “Giving Life ชีวิต ชีวา” จะพาผู้ชมเดินทางผ่านผลงานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ประติมากรรม จิตรกรรม ศิลปะจัดวางศิลปะการแสดง ภาพเคลื่อนไหว สื่ออินเทอร์แอ็กทีฟ ไปจนถึงวัสดุและเอกสารจากจดหมายเหตุ เพื่อสำรวจคำถามสำคัญว่า ศิลปะได้รับพลังในการขับเคลื่อน อำนาจในการสร้างความหมาย และชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร พร้อมชวนให้ผู้ชมมองศิลปะร่วมสมัยในมุมใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งและตายตัว แต่สามารถเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ตอบสนอง และมีชีวิตอยู่เสมอ ขณะเดียวกันยังนำประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเชื่อมสู่บทสนทนาร่วมกับแนวปฏิบัติทางศิลปะจากนานาชาติได้อย่างร่วมสมัย
“Giving Life ชีวิต ชีวา” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2570 ณ ดิบ บางกอก ซอยสุขุมวิท 40 กรุงเทพฯ บัตรเข้าชมสำหรับชาวไทย 550 บาท บัตรทั่วไป (ชาวต่างชาติ) 700 บาท สำหรับนักศึกษา (อายุ 19–22 ปี) 250 บาท และนักเรียน (อายุ 7–18 ปี) 150 บาท สามารถสำรองบัตรและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dibbangkok.org
นอกจากนี้ ดิบ บางกอก ยังเปิดโอกาสให้ผู้รักศิลปะและผู้สนับสนุนงานศิลปะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางและการเติบโตของพิพิธภัณฑ์แบบไม่แสวงหาผลกำไร ผ่าน “Dib Membership” โดยมีค่าบำรุงสมาชิกเริ่มต้นที่ 3,000 บาทต่อปี สมาชิกสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ไม่จำกัดตลอดปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์และประสบการณ์พิเศษต่าง ๆ อาทิ สิทธิ์ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมสาธารณะก่อนใคร กิจกรรมและอีเวนต์เฉพาะสำหรับสมาชิก ตลอดจนสิทธิพิเศษและส่วนลดจาก Dib Store และ Watthu-Dib Bistro&Bar
มากกว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ Dib Membership ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยอิสระที่มุ่งนำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัย สนับสนุนศิลปินและบุคลากรด้านความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนร่วมสร้างโอกาสให้เกิดนิทรรศการ โปรแกรมสาธารณะ และประสบการณ์ทางศิลปะที่หลากหลาย เพื่อให้ศิลปะสามารถเติบโตและเข้าถึงผู้คนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Giving Life ชีวิต ชีวา
26 ก.ย. 2569 – 3 พ.ค. 2570
ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) 111 ซอยสุขุมวิท 40 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
เปิดให้บริการ: วันพฤหัสบดี – วันจันทร์ เวลา 10.00-19.00 น. ปิดวันอังคารและวันพุธ
บัตรเข้าชม
บัตรทั่วไป (ชาวต่างชาติ) 700 บาท
บัตรชาวไทย 550 บาท
บัตรนักศึกษา (อายุ 19-22 ปี) 250 บาท
บัตรนักเรียน (อายุ 7-18 ปี) 150 บาท
สามารถสำรองบัตรเข้าชมได้ที่ www.dibbangkok.org
อีเมล: info@dibbangkok.org
โปรแกรมวันเปิดนิทรรศการ วันที่ 26 กันยายน 2569
10.00–12.00 น. Artist Workshop: Rachel Youn
13.30–14.15 น. Artist Talk: Bassim Al Shaker
14.30–15.45 น. Artist Talk: Paul Chan
16.00–16.45 น. Artist Talk: Izumi Kato
17.00–17.45 น. Artist Talk: นวิน หนูทอง
18.00–18.30 น. Performance
18.45–19.45 น. มินิคอนเสิร์ต Three Man Down












