การรถไฟยุงเฟราเดินหน้าแนวทางความยั่งยืน พัฒนาพร้อมกับการดูแลรักษา และเคารพการมีส่วนร่วมของชุมชน เตรียมอัพเกรดพื้นที่เพิ่มเติมทั้งร้านอาหาร โรงแรม และจุดท่องเที่ยว ใช้ AI อำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาการเดินทาง พร้อมทยอยก้าวเข้าสู่ระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ

นายโอลิเวอร์ ฮัมเมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการรถไฟยุงเฟรา (CEO Jungfrau Railways) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี การรถไฟยุงเฟรา ได้รับการยอมรับในฐานะสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณของผู้บุกเบิก และนวัตกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ.1912 การรถไฟยุงเฟราเดินทางขึ้นสู่ยุงเฟรายอค-ท็อปออฟยุโรปได้เป็นครั้งแรก นำผู้โดยสารขึ้นสู่สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เส้นทางรถไฟอันน่าประทับใจเดินทางลอดอุโมงค์ใต้ยอดเขาไอเกอร์ และเมิ้นซ์ โดยระหว่างเส้นทาง นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะชมทัศนียภาพของโลกแห่งภูเขาสูง ผ่านหน้าต่างแบบพาโนรามาที่สถานีไอซ์เมียร์
“จากยุคบุกเบิก นักท่องเที่ยวจะมาเริ่มต้นเส้นทางสู่ยุงเฟราที่อินเตอร์ลาเคน จากเรือมาสู่รถไฟสายหลักของสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงแรกเส้นทางที่จะขึ้นสู่ยอดเขายุงเฟรา ทั้งกระเช้าและรถไฟจะแยกกันบริหารจัดการ ต่อมาการรถไฟยุงเฟราได้รวมเส้นทางทั้งหมดไว้ด้วยกัน พร้อมกับการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงแต่ละจุดเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยเส้นทางล่าสุดก็คือ ไอเกอร์ เอ็กซเพรส ส่วนหนึ่งของโครงการระบบกระเช้า V-Cableway อันเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยของยุงเฟรา ที่เกิดขึ้นระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด 19 ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางไปยังยุงเฟรายอคได้เร็วขึ้น จากสถานีต้นทางกรินเดิลวาลด์ เทอร์มินอล ไปยังสถานีปลายทางไอเกอร์เกล็ตเชอร์ในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น”
ไอเกอร์ เอ็กซเพรส ไม่เพียงนำเทคโนโลยีทันสมัยมาช่วยให้การเดินทางขึ้นไปยุงเฟรายอคสะดวกมากขึ้น หากแต่ยังเป็นหนึ่งในการดำเนินแนวนโยบายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่การรถไฟยุงเฟราทำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การใช้เสารองรับเพียง 7 ต้น ตลอดเส้นทางยาวกว่า 6,483 เมตร เพื่อลดการรบกวนทัศนียภาพ และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีระบบเคเบิล 3 เส้นรองรับให้ตัวกระเช้ามีความนิ่ง มั่นคงสูง และทนต่อกระแสลมแรงได้ดีเยี่ยม ขณะเดียวกัน ยังคงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ โดยมีการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็น และหาทางออกร่วมกันในการดำเนินโครงการ
“พื้นที่ที่เราดูแลอยู่ประกอบด้วย 9 ตำบล 2 จังหวัด ดังนั้นการจะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวแต่ละครั้ง จึงต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยผ่านการทำประชาพิจารณ์ หากชุมชนไม่ยินยอมเราจะไม่มีการดำเนินโครงการพัฒนาใด ๆ เพิ่มเติมทั้งสิ้น ซึ่งระหว่างนี้การรถไฟยุงเฟรามีแผนที่จะย้ายทางขึ้นสู่กรินเดิลวาลด์ เฟียสต์ จากจุดเดิมมาอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกรินเดิลวาลด์ เพื่อการเชื่อมต่อที่สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาร่วมกับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งหมดก็เพื่อให้พื้นที่ที่เราดูแลอยู่ยังคงสวยงามดังเดิม”

แนวนโยบายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของการรถไฟยุงเฟรา ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่กระแสการร่วมกันแก้ปัญหาโลกร้อนตื่นตัว หากแต่เป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่เริ่มต้น หนึ่งในนั้นคือ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่เริ่มจ่ายไฟมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1912
“เรามีโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างขึ้นตั้งแต่กว่าร้อยปีที่แล้ว เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้กับรถไฟของเรา ซึ่งทุกขบวนใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพราะในช่วงหน้าร้อนเมื่อหิมะที่อยู่บนเขาจำนวนมหาศาลละลายไหลลงมาตามน้ำตก จะไหลผ่านเครื่องผลิตไฟฟ้าของเรา 2 เครื่องที่อยู่ใต้น้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ได้นอกจากจะนำมาใช้กับรถไฟและกระเช้าแล้ว ยังนำไปขายคืนให้กับรัฐ ขณะเดียวกันก็นำมาใช้กับสิ่งสาธารณูปโภคของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อถึงฤดูหนาวเราก็จะซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลมาใช้ อีกส่วนก็คือไฟฟ้าที่ได้มาจากโซลาร์ฟาร์มที่เรากำลังขยายการผลิตเพิ่มเติม จากที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว 1 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 1 แห่ง โดยจะมีแบตเตอรีสำหรับเก็บไฟไว้ใช้ในยามค่ำคืนด้วย”
นอกจากนี้ขบวนรถไฟของยุงเฟรายังมีระบบพิเศษที่เรียกว่า Braking Power Recuperation หรือระบบป้อนพลังงานกลับคืนเมื่อรถไฟวิ่งลงเขา ซึ่งช่วยเปลี่ยนพลังงานจลน์จากการเบรกให้กลายมาเป็นกระแสไฟฟ้าส่งคืนสู่ระบบกริด ช่วยประหยัดพลังงานเสริมควบคู่ไปกับตัวโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลัก ทุกครั้งที่รถไฟเบรกจะมีพลังงานไฟฟ้าที่จะกลับเข้าสู่ระบบ รถไฟที่ลงจากจากยุงเฟรายอค 3 เที่ยว จะนำไฟฟ้ากลับคืนเข้าระบบจนสามารถนำมาใช้กับการรถไฟขาขึ้นได้ 1 เที่ยว
แนวทางความยั่งยืนของการรถไฟยุงเฟรายังรวมไปถึงการจัดการขยะ ซึ่งมีการคัดแยกขยะเพื่อนำทั้งหมดไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันในส่วนของร้านอาหารที่มีอยู่ทุกจุด จะมีระบบการตรวจสอบเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดขยะประเภทเศษอาหารเพิ่มขึ้น หากพบว่าปริมาณอาหารที่เสิร์ฟให้กับนักท่องเที่ยวเหลือ อาหารชนิดนั้นจะถูกนำมาคำนวนปริมาณต่อหนึ่งเสิร์ฟใหม่ เพื่อให้ปริมาณอาหารพอดีกับความต้องการและไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ
ปี 2025 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปยังยุงเฟราราว 80,000 คน เพราะรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันการรถไฟยุงเฟราจึงมีการพัฒนาระบบเข้าสู่ออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่การจองผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ไปจนถึงการนำ AI เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทาง โดยจะออกแบบเส้นทางให้ตามอัตลักษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มแต่ละคน เช่น หากชื่นชอบความตื่นเต้นสนุกสนาน ยุงเฟราเฟียสต์ – ท็อปออฟแอดเวนเจอร์ ที่มีกิจกรรมตื่นเต้นมากมายคือคำตอบ สำหรับผู้รักการเดินเขาและกิจกรรมบนภูเขา พื้นที่บริเวณไอเกอร์เกล็ตเชอร์ และไคลเน่ ไชเดกก์ – ท็อปออฟไฮกิ้ง เป็นต้น
สำหรับโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของการรถไฟยุงเฟรา ได้แก่ การอัพเกรดหนัง 360 ใหม่ เพื่อให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของยุงเฟรายอคในอีกบรรยากาศ เพิ่มเติมร้านอาหาร ณ จุดสิ้นสุดของไอเกอร์ เอ็กซเพรส สถานีไอเกอร์เกล็ตเชอร์ ความจุ 400 ที่นั่ง เพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวและลดความแออัดของร้านอาหารบนยุงเฟรายอค รวมทั้งโครงการโรงแรมขนาด 200 ห้อง 400 เตียงที่อินเตอร์ลาเคนโอสต์ในปี 2028
“เราพยายามพัฒนาพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่บนพื้นฐานการไม่ทำร้ายในสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่แค่เพราะบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลก เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่เราพบสาวน้อยคนนี้ (ยุงเฟราหมายถึงสาวน้อย) ร้อยปีผ่านไปก็ยังคงเดิม แม้ว่าโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งละลายลดลงหนึ่งเซ็นติเมตรทุกปี แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลพื้นที่ที่อยู่โดยรอบของยุงเฟราและกรินเดิลวาลด์ เพื่อให้ธรรมชาติอันงดงามคงอยู่ตลอดไป”
ด้าน นายบรูโน เฮาสเวิร์ธ ผู้อำนวยการรีสอร์ต Grindelwald Tourismus กล่าวว่า กรินเดิลวาลด์เป็นหมู่บ้านบนภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ที่เชิงเขาไอเกอร์ ในเขตยุงเฟรา เสน่ห์ดึงดูดของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างทิวทัศน์ภูเขาที่น่าตื่นเต้น การท่องเที่ยวภูเขาที่เดินทางโดยรถไฟและกระเช้าลอยฟ้า และหมู่บ้านที่หล่อหลอมด้วยเกษตรกรรมและการต้อนรับอันอบอุ่น โดยเป็นหนึ่งใน 23 เขตเทศบาลในบริเวณมรดกโลกยูเนสโกเทือกเขาสวิสแอลป์ “ยุงเฟรา-อเล็ตช์” เป็นประตูสู่ยุงเฟรายอค ท็อปออฟยุโรป
“กรินเดิลวาลด์เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เป็นหมู่บ้านเดียวในสวิตเซอร์แลนด์ที่คนในหมู่บ้านมีอาชีพที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2014 สถิติในปี 2025 พบว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในช่วงฤดูร้อนจะอยู่ที่ร้อยละ 60 ขณะที่ฤดูหนาวจะอยู่ที่ร้อยละ 40 โดยมีกิจกรรมในหมู่บ้านและบนภูเขาที่สลับสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ในฤดูใบไม้ผลิ เป็นการเดินเล่นในหมู่บ้านและเส้นทางเดินง่ายๆ ในที่ราบ และเนินทุ่งหญ้าที่กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง โดยยังคงเห็นหิมะอยู่บนยอดเขา ฤดูร้อน เพิ่มเติมด้วยการเดินป่า วิ่งเทรล และปั่นจักรยานเสือภูเขา ฤดูใบไม้ร่วงยังสามารถเดินป่าได้ ส่วนฤดูหนาวการเล่นสกีและสโนว์บอร์ดคือกิจกรรมหลัก แต่ยังคงมีการเดินบนภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเป็นอีกกิจแรรมแอดเวนเจอร์ที่ท้าทายนักเดินทาง”












