SUDO RUNGU : Echoes of Fire นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในไทย จากเสียงค้อนและเปลวไฟในโรงตีเหล็กที่บิดาเคยทำงาน สู่ผลงานชุดใหม่ว่าด้วยความทรงจำ การสูญเสีย และมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นของศิลปินแดนชวา Roby Dwi Antono ภัณฑารักษ์โดย Loredana Pazzini Paracciani ณ MOCA BANGKOK ชั้น G โถง Atrium และห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-3 ระหว่าง 27 ตุลาคม 2569 – 3 มกราคม 2570
..ศิลปินนำความทรงจำเกี่ยวกับบิดาผู้เป็นช่างตีเหล็ก มาถ่ายทอดผ่านผลงานชุดใหม่ ทั้งจิตรกรรม ผลงานวาดเส้น ภาพถ่าย วิดีโอ และงานศิลปะที่ผู้ชมมีส่วนร่วม..
แนวคิดของนิทรรศการมาจากชีวิตในวัยเด็กของ Roby Dwi Antono ที่เมืองอัมบาราวา จังหวัดชวากลาง Roby เติบโตท่ามกลางธรรมชาติ ชีวิตในครอบครัว และกิจวัตรของผู้คนในหมู่บ้าน บิดาของศิลปินทำงานเป็นช่างตีเหล็ก ภาพเตาหลอม กลิ่นถ่าน ควันไฟ แรงกระแทกของค้อน และเสียงเหล็กที่ดังซ้ำตลอดวันจึงฝังอยู่ในความทรงจำ แม้ในเวลานั้น Roby ยังไม่เข้าใจว่าประสบการณ์เหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานศิลปะในเวลาต่อมา
ชื่อ “Sudo Rungu” มาจากภาษาชวา หมายถึงภาวะการได้ยินลดลง เชื่อมโยงกับความสามารถในการได้ยินของบิดาที่ค่อย ๆ ลดลง หลังทำงานท่ามกลางเสียงค้อนและเสียงโลหะเป็นเวลาหลายสิบปี ส่วน “Echoes of Fire” กล่าวถึงเสียงและความทรงจำจากเปลวไฟที่ยังคงอยู่ แม้ต้นกำเนิดของเสียงนั้นจะผ่านพ้นไปแล้ว
จากเรื่องราวภายในครอบครัว นิทรรศการขยายไปสู่การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเสียง ความทรงจำ และการสูญเสีย พร้อมชวนพิจารณาว่าความทรงจำส่วนบุคคลเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ขนบ และประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมความทรงจำนั้นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่ยังคงอยู่เมื่อความทรงจำเริ่มเลือนหาย
“โครงการนี้เริ่มจากความทรงจำส่วนตัวเกี่ยวกับพ่อ ชีวิตการทำงานของพ่อในฐานะช่างตีเหล็ก และความสามารถในการได้ยินที่ค่อย ๆ ลดลง ระหว่างการสร้างผลงาน ความทรงจำเหล่านี้ขยายไปสู่การพิจารณาเรื่องเสียง ความเงียบ แรงงาน การสูญเสีย และสิ่งที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ผลงานชุดนี้เป็นก้าวสำคัญในการทำงานของผม เพราะนำจิตรกรรม วิดีโอ และงานที่ผู้ชมมีส่วนร่วมมาเชื่อมโยงกัน” Roby Dwi Antono กล่าว
นิทรรศการครั้งนี้พัฒนาจากการสนทนาระหว่างศิลปินกับภัณฑารักษ์ ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2567 ก่อนที่ Roby จะเดินทางมาสำรวจพื้นที่ MOCA BANGKOK ในเดือนกันยายน 2568 ระยะเวลาการทำงานมากกว่า 2 ปีเปิดโอกาสให้ศิลปินทบทวนประสบการณ์ในครอบครัว ทดลองวิธีทำงานที่ต่างจากเดิม และลงพื้นที่ศึกษาข้อมูล ก่อนนำความทรงจำเหล่านั้น มาถ่ายทอดผ่านผลงานหลายประเภทภายในพื้นที่จัดแสดง
“นิทรรศการครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการทำงานของ Roby และช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซียกับไทย แม้แต่ละประเทศจะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมต่างกัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้ ประกอบกันเป็นความหลากหลายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดโอกาสให้ศิลปินนำประสบการณ์จากท้องถิ่นมาสื่อสารกับผู้ชมในอีกประเทศหนึ่ง จะช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้าใจและสนับสนุนกันมากขึ้น” Loredana Pazzini Paracciani ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการกล่าว
เกี่ยวกับนิทรรศการ
พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ Arang, Bara และ Abu ซึ่งหมายถึงถ่าน ประกายไฟ และเถ้าถ่านตามลำดับ ทั้งสามส่วนตั้งชื่อตามวัสดุและสภาวะที่เกิดขึ้นในโรงตีเหล็ก และใช้เป็นแนวทาง กำหนดบรรยากาศของพื้นที่จัดแสดง ตั้งแต่สิ่งที่หลงเหลือหลังการเผาไหม้ ความร้อนที่ใช้เปลี่ยนรูปโลหะ ไปจนถึงความสงบหลังไฟมอดดับ
ส่วน Arang เริ่มต้นจากถ่านและผงสีดำ ซึ่งเป็นร่องรอยของไฟที่ดับไปแล้ว Bara กล่าวถึงไฟที่ยังมีความร้อนและพลังมากพอจะเปลี่ยนรูปโลหะ ส่วน Abu นำผู้ชมเข้าสู่ช่วงที่เสียงและความเคลื่อนไหวค่อย ๆ สงบลง เหลือเพียงเถ้าถ่านและร่องรอยของสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
การจัดแสดงไม่ได้เรียงเรื่องตามลำดับเวลา ผลงานแต่ละชิ้นเปรียบได้กับเศษเสี้ยวของความทรงจำ บางชิ้นย้อนกลับไปหาชีวิตของบิดาโดยตรง บางชิ้นใช้รูปทรงของใบหู อวัยวะภายใน คลื่นเสียง และเปลวไฟ เพื่อสำรวจว่าร่างกายรับรู้และจดจำเสียงอย่างไร ขณะที่บางชิ้นเปิดให้ผู้ชมสร้างร่องรอยของตนเองร่วมกับผู้อื่น
Exhibition HIGHLIGHTS:
Ritual Arang งานศิลปะแบบมีส่วนร่วม ที่เปิดให้ผู้ชมเลือกถ่านซึ่งสลักคำเกี่ยวกับชีวิตและแรงงานของคนรุ่นก่อน เช่น “เหงื่อ” “ไฟ” “แขน” และ “คำอธิษฐาน” จากนั้นจึงใช้ถ่านชิ้นนั้น เขียนหรือวาดลงบนผืนผ้าใบสีขาวซึ่งติดตั้งอยู่บนผนัง
เมื่อถ่านถูกนำมาใช้ คำที่สลักไว้จะค่อย ๆ เลือนหาย ขณะที่รอยจากผู้ชมแต่ละคนซ้อนทับกันบนผืนผ้าใบ ผงถ่านที่ตกลงและสะสมอยู่บนพื้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน Ritual Arang จึงเปลี่ยนแปลงไปตลอดระยะเวลาจัดแสดง และเปิดให้ผู้ชมร่วมสร้างความทรงจำผ่านการสัมผัสและการลงมือทำ
Residurungu จิตรกรรมขนาดยาว 9 เมตรที่สร้างจากความทรงจำเกี่ยวกับบิดาของศิลปิน ที่ปลายภาพทั้งสองด้านปรากฏหญิงสาวสองคน ระหว่างกลางเป็นภูมิทัศน์ที่ประกอบขึ้นจากรูปหู รากไม้ ต้นไม้ น้ำ บ้าน และร่างกายมนุษย์ ภาพเหล่านี้ไม่ได้เรียงต่อกันเป็นเรื่องราว แต่ปรากฏเป็นส่วน ๆ คล้ายความทรงจำที่ค่อย ๆ ย้อนกลับมา สะสม และเลือนหาย
เส้นแนวนอนที่พาดผ่านภาพมีลักษณะคล้ายชั้นดิน ซึ่งเก็บร่องรอยของเวลา ขณะเดียวกันก็ชวนให้นึกถึงเส้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ราบนิ่ง ผลงานชิ้นนี้เชื่อมโยงเสียงที่สิ้นสุดลงกับความทรงจำซึ่งยังคงอยู่ในตัวผู้ที่เคยได้ยินเสียงนั้น
Dimming Memories ตั้งต้นจากคำถามว่าความทรงจำถูกเก็บไว้ที่ใด ภาพแสดงหญิงสาวกำลังถือภาชนะแก้วใส ปากภาชนะมีรูปทรงคล้ายใบหู ภายในมีรูปสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งมีบทบาทต่อการก่อตัวของความทรงจำ
ความโปร่งใสและเปราะบางของแก้วสัมพันธ์กับลักษณะของความทรงจำ ซึ่งอาจเก็บรายละเอียดบางอย่างไว้ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็อาจเลือนราง เปลี่ยนแปลง หรือบิดเบือนไปตามเวลา ผลงานชิ้นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการได้ยินกับการจดจำปรากฏเป็นรูปธรรม เมื่อเสียงไม่สามารถรับรู้ได้เหมือนเดิม สิ่งที่ยังคงอยู่อาจเป็นเหตุการณ์ ความรู้สึก และความสัมพันธ์ที่เสียงนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่ง
นิทรรศการ “SUDO RUNGU : Echoes of Fire” โดยศิลปิน Roby Dwi Antono จัดแสดงระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2569 – 3 มกราคม 2570 ณ MOCA BANGKOK ชั้น G โถง Atrium และห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1–3 เปิดให้เข้าชมเวลา 10.00–18.00 น. (ปิดวันจันทร์) การเข้าชม: รวมอยู่ในบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ปกติ












